สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่การแข่งขันสูงในแทบทุกด้าน ภาคอุตสาหกรรมเองก็ไม่สามารถหลีกพ้นสภาวะดังกล่าวได้ ดังนั้นการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ทำงานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกระบวนการผลิตหรือการดำเนินงานนั้น ๆ เช่น สายการผลิตของโรงงานที่ผลิตอย่างมีประสิทธิภาพย่อมเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มทั้งผลกำไรและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นระบบการบริหารจัดการที่มีความคาดหวังและนิยมใช้กันมากที่สุดในวงการอุตสาหกรรมปัจจุบัน อันมีทั้งประสบความสำเร็จแล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินการอีกมากมายหลายองค์กร


บทนำ


ตัวอย่าง

สายการผลิตของโรงงานที่ผลิตอย่างมีประสิทธิภาพในทางอุดมคติมักประกอบด้วยองค์ประกอบดังต่อต่อไปนี้

-ผลิตสินค้าได้มากขึ้นในชั่วโมงทำงานเท่าเดิม

-ใช้ทรัพยากร, ชิ้นส่วนรวมถึงวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

-ให้ผลผลิตคงที่สามารถคาดการณ์ปริมาณการผลิตล่วงหน้าได้

-มีกระบวนการบ ารุงรักษาเครื่องจักรและความน่าเชื่อถือสูงขึ้น

-ลดต้นทุนค่าโสหุ้ยและค่าใช้จ่ายโดยรวมของกิจการ

-ลดค่าใช้จ่ายด้านการบ ารุงรักษาและการหยุดการทำงานของเครื่องจักรอย่างกะทันหัน

-ลดระดับความสั่นสะเทือนและความเสียหายของเครื่องจักร เพื่อยืดอายุการใช้งาน

-ยืดระยะเวลาเฉลี่ยของการหยุดซ่อมในแต่ละครั้งและยืดระยะเวลาในการวางแผนงานบำรุงรักษา

- ฯลฯ

จากองค์ประกอบข้างต้นย่อมเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้ระบบบริหารจัดการสายการผลิตมีเสถียรภาพในการผลิตที่ดีมาก เหนืออื่นใดบุคคลากรขององค์กรนั่นเองที่จะเป็นผู้เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตดังกล่าวและเครื่องจักรกลในกระบวนการผลิตเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งผลถึงประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งอุตสาหกรรมในปัจจุบันต้องการความเชื่อมั่นในการผลิตเป็นอย่างมาก นั่นคือความคาดหวังในการผลิตว่าสามารถผลิตได้จำนวนและคุณภาพตามที่ต้องการ ความพร้อมของเครื่องจักรในการผลิตจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่ง บางคำถามต่อไปนี้สามารถคาดเดาคำตอบจากสายการผลิตได้เลย

- เครื่องจักรอยู่ในสภาพใด ?
- พร้อมใช้งานหรือไม่ ?
- จะผลิตได้จำนวนและคุณภาพตามที่ลูกค้าต้องการหรือไม่ ?

ซึ่งคำถามข้างต้นเหล่านี้ผู้ที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุดคือ พนักงานผู้ควบคุม(ใช้) เครื่องจักร หรือ Machine Operator ของเครื่องจักรนั้นๆเอง จากความคาดหวังว่าพนักงานผู้ใช้เครื่องจะเป็นผู้ที่ทราบถึงสภาพความพร้อมและความสามารถของเครื่องดีที่สุดดังนั้นเพื่อให้เครื่องจักรอยู่ในสภาพการใช้งานมากที่สุด พนักงานผู้นั้นต้องมีความสามารถในการเตรียมความพร้อมหรือสามารถบำรุงรักษาตัวเครื่องอย่างดีที่สุดด้วย

แต่นั่นคือความคาดหวังเพื่อให้สามารถบำรุงรักษาเครื่องจักรของตนเองได้ ผู้ใช้เครื่องต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการใช้เครื่องจักรของตนเอง ซึ่งอีกนัยหนึ่งคือต้องทราบสิ่งบอกเหตุแทบทุกอย่างที่เครื่องจักรตัวนั้น ๆ สื่อออกมา กล่าวคือ ผู้ใช้เครื่องต้องสามารถท าการปรับแต่งหรือเตรียมความพร้อมเครื่องจักรประจำวันได้ เช่น

- การทำความสะอาด
- การหล่อลื่นและการปรับแต่ง (Setting or Preparation)
- การตรวจสอบทั้งก่อน, หลังและระหว่างการผลิต
- การพิจารณาออกแบบหรือการปรับปรุงเครื่องจักร เช่น การจัดหาระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยในการผลิต, การลดขั้นตอนการผลิตที่ไม่จำเป็นแต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตโดยรวมซึ่งถือเป็นความจำเป็นที่ผู้ใช้เครื่องต้องพัฒนาต่อไป

แต่การจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้เครื่องจักรของตนเองได้นั้น อันดับแรกต้องสามารถ "ตรวจจับความผิดปกติได้" ซึ่งสามารถบอกได้ทั้งจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์หรือจากเครื่องมือวัดที่ประกอบมากับเครื่องจักรตัวนั้น ๆ เช่น เกจวัดความดัน เกจวัดอุณหภูมิหรือมิเตอร์แสดงค่ากระแสไฟฟ้า ณ เวลานั้น

อันดับที่สองต้องสามารถ "สัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่กำลังจะเกิดขึ้น" โดยพิจารณาจากสิ่งบอกเหตุหรือคุณภาพการใช้งานของเครื่องจักรและเมื่อใดก็ตามที่คุณภาพการใช้งานต่ าลงไป ผู้เชี่ยวชาญในการใช้เครื่องจักรของตนเองต้องรู้สึกทันทีว่า "มันต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น" โดยประสบการณ์ของเขาเองจะสามารถคาดถึงสื่งที่กำลังเป็นสาเหตุหรือสิ่งที่สร้างผลกระทบดังกล่าว ซึ่งทั้งหมดดังที่กล่าวมาอาจจะเกิดขึ้นได้ ผู้ใช้เครื่องจะต้องมีความสามารถและความคุ้นเคยกับเครื่องจักรนั้น ๆ อย่างมาก ดังต่อไปนี้

ความสามารถในการตั้งเกณฑ์วัดความผิดปกติ
จากสภาวะการทำงานตามปกติแม้ว่ากระบวนการผลิตเปลี่ยนไป เช่น การเพิ่มอัตราการสูบน้ำจาก 100 ลูกบาศก์เมตรเป็น 110 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นการเพิ่มอัตราการผลิตขึ้น 10 เปอเซ็นต์ แต่อัตราการใช้พลังงานของมอเตอร์ที่แสดงที่ห้องควบคุมมากขึ้นกว่าปกติหลายเกิน 50 เปอเซ็นต์ พนักงานคนดังกล่าวจะสามารถ "สัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่กำลังจะเกิดขึ้น" หรือไม่

ความสามารถในการตรวจจับสิ่งผิดปกติ
โดยแยกเป็นความสามารถจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น มอเตอร์ปั๊มสูบน้ำจาก 100 ลูกบาศก์เมตรเพิ่มอัตราขึ้น 10 เปอเซ็นต์ แต่อัตราการใช้พลังงานของมอเตอร์มากขึ้นกว่าปกติเกิน 30 เปอเซ็นต์ ผลที่ได้คือจากความร้อนที่เกิดขึ้นพร้อมสียงที่ผิดปกติ พนักงานผู้นั้นต้องสัมผัสได้หรือจากเครื่องมือวัดที่ประกอบมากับเครื่องจักรตัวนั้นแสดงออกมา

ความสามารถในการสังเกตสิ่งผิดปกติ
มักขึ้นกับอุปนิสัยและความตระหนักถึงสิ่งผิดปกติของแต่ละบุคคล

ความสามารถในการแก้ไขสิ่งผิดปกติได้อย่างเหมาะสม
เช่น มอเตอร์ปั๊มสูบน้ำจาก 100 ลูกบาศก์เมตรเพิ่มอัตราขึ้น 10 เปอเซ็นต์ เกิดความร้อนและเสียงผิดปกติพนักงานผู้นั้นต้องคิดว่า “มีสาเหตุใดบ้างที่เป็นปัญหาและจะสามารถแก้ไข ณ เวลานั้นได้อย่างไร” พร้อมลงมือจัดการกับปัญหาดังกล่าว

จากความสามารถทั้งสี่ประการดังกล่าวจะทำให้ผู้ใช้เครื่องสามารถ

หาจุดที่ผิดปกติและแก้ไขให้ถูกต้องได้ก่อนที่ระดับของสิ่งผิดปกติจะขยายตัว
< เข้าใจโครงสร้างของเครื่องจักรและหน้าที่ต่างๆ ของชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ในขณะที่ทำงานได้อย่างปกติหรือในขณะที่กำลังมีความผิดปกติเกิดขึ้น
เข้าใจผลกระทบจากความผิดปกติของเครื่องจักรที่มีต่อคุณภาพการใช้งาน
สร้างสำนึกถึงความรู้สึกที่ต้องดูแลและบำรุงรักษาเครื่องจักรนั้น ๆ ด้วยตนเอง

ผู้ใช้เครื่องจักรที่มีความสามารถดังกล่าวครบถ้วนจึงจะเรียกได้ว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้เครื่องจักรของตนเอง เนื่องจากเป็นผู้ที่สามารถหาจุดผิดปกติ สัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติที่ก าลังจะเกิดขึ้น และหาทางป้องกันความผิดปกติได้

บทบาทของผู้ใช้เครื่องและฝ่ายซ่อมบำรุง
ในอดีตการบำรุงรักษาที่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายซ่อมบำรุงเพียงฝ่ายเดียว มักจะเป็นการบำรุงรักษาในตอนที่เครื่องจักรเกิดความเสียหายแล้วหรือเป็นการหยุดตามแผนการผลิตเท่านั้น เพราะนอกเหนือจากเวลาที่เครื่องจักรเสียหาย ก็คือ เวลาที่ใช้งานซึ่งเป็นเวลาที่ฝ่ายซ่อมบำรุงไม่ได้ใกล้ชิดกับเครื่องจักร และเวลาใช้งานนี่เองที่ต้องเป็นหน้าที่ของผู้ใช้เครื่อง ซึ่งทั้งฝ่ายซ่อมบำรุงและผู้ใช้เครื่องต่างก็มีบทบาทที่ต่างกันดังต่อไปนี้

บทบาทของผู้ใช้เครื่อง
บทบาทของผู้ใช้เครื่อง คือ การปฏิบัติตามกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักโดยเฉพาะ คือ การป้องกันความเสื่อมสภาพของและความผิดปกติเครื่องจักร โดยมากมักมีกิจกรรมดังต่อไปนี้

1. กิจกรรมเพื่อป้องกันความเสื่อมสภาพและความผิดปกติเครื่องจักร
o จัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ถูกต้องเพื่อการป้องกันความผิดพลาดจากผู้ปฏิบัติงานทั้งจากความพลั้งเผลอ, ประมาทและเจตนาข้ามขั้นตอนการปฏิบัติ
o ปรับปรุงสภาพการใช้งานขั้นพื้นฐาน เช่น การท าความสะอาด การหล่อลื่น การตรวจสอบจุดยึดแน่นว่าคลายตัวหรือไม่
o การปรับแต่งและการปรับแต่งค่าต่างๆ ในการใช้งานเพื่อให้ชิ้นงานหรือผลิตภัณฑ์ออกมามีคุณภาพ
o การพยากรณ์และการตรวจจับความผิดปกติเพื่อการป้องกันความเสียหายและอุบัติเหตุ

2. การวัดความเสื่อมสภาพของเครื่องจักร
o การตรวจสอบประจำวันในช่วงการปฏิบัติงาน
o การตรวจสอบตามคาบเวลาโดยมากมักเป็นรูปแบบของ ใบงานตรวจสอบประจำ (Check Sheet) รายวัน รายสัปดาห์ เป็นต้น

3. กิจกรรมเพื่อฟื้นหรือชะลอความเสื่อมสภาพ
o การปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆ เท่าที่ทำได้ และการแก้ไขจุดผิดปกติที่มีความเร่งด่วน
o รายงานความผิดปกติและความเสียหายทุกครั้งอย่างเร่งด่วนให้กับฝ่ายซ่อมบำรุง
o ให้ความร่วมมือและความช่วยเหลือในการซ่อมแซมเครื่องจักรของฝ่ายซ่อมบำรุง

ทั้งหมดนี้เป็นการป้องกันความเสื่อมสภาพของเครื่องจักรที่เกิดจากการใช้งานโดยมีบางจุดที่ผู้ใช้เครื่องมีหน้าที่ดูแลความเสื่อมสภาพได้ด้วยตนเอง แต่สำหรับจุดใหญ่ๆ ที่เกินกว่าพนักงานผู้ใช้เครื่องจะดำเนินการได้ก็ยังคงเป็นหน้าที่ของฝ่ายซ่อมบำรุง

บทบาทของฝ่ายซ่อมบำรุงกับกิจกรรมส่งเสริมการบำรุงรักษาด้วยตนเองของผู้ใช้เครื่อง

หน้าที่ของผู้ใช้เครื่องในการบำรุงรักษาด้วยตนเอง คือ การป้องกันความเสื่อมสภาพของเครื่องจักรเป็นสำคัญ แต่การป้องกันความเสื่อมสภาพและการเสียหายเบื้องต้นดังกล่าวของผู้ใช้เครื่องจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับการช่วยเหลือและชี้นำที่เหมาะสมจากฝ่ายซ่อมบำรุง โดยเฉพาะในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

o ให้ความรู้และชี้แนะนำเกี่ยวกับโครงสร้าง หน้าที่และชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องจักร รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนเกินกว่าผู้ใช้เครื่องจะถอดหรือแก้ไขได้
o ให้ความรู้และชี้แนะเกี่ยวกับการจับยึดในจุดต่างๆ ของเครื่องจักร

o ให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการหล่อลื่นและสารหล่อลื่นประเภทต่างๆ รวมถึงมาตรฐานการหล่อลื่น เช่น ตำแหน่งที่ต้องหล่อลื่น ชนิดและปริมาณของสารหล่อลื่น ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ต้องทำการหล่อลื่น
o ให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอ และมาตรฐานการตรวจสอบตรงตามเครื่องจักรแต่ละประเภท
o ให้การตอบสนองที่รวดเร็วหลังจากได้รับแจ้งเกี่ยวกับความผิดปกติและความเสื่อมสภาพต่างๆ ของเครื่องจักรจากผู้ใช้เครื่อง
o ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีในการปรับปรุงวิธีการตรวจจับความผิดปกติหรือการรับรู้ความผิดปกติ
o ประสานข้อมูลการซ่อมบำรุงโดยให้พนักงานผู้ใช้เครื่องมีส่วนร่วม เช่น เมื่อเกิดปัญหาเครื่องจักรหยุดกะทันหัน มีแผนการผลิต, อัตราการผลิต, การปรับแต่งค่าพารามิเตอร์และลักษณะการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเครื่องจักรตัวนั้น ๆ เป็นอย่างไรเพื่อการลดตัวแปรของปัญหาและการแก้ไขที่ตรงจุดมากขึ้น

ในการทำกิจกรรมดังกล่าวของฝ่ายซ่อมบำรุงต้องอยู่บนพื้นฐานของทัศนคติในการทำงานร่วมกันกับผู้ใช้เครื่อง กล่าวคือ “เมื่อเครื่องจักรสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น ผลิตได้ปริมาณและคุณภาพตามแผนผลิตและพนักงานประจำเครื่องสามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้เอง งานของซ่อมบำรุงย่อมน้อยลง” สำหรับงานซ่อมบำรุงต้องยกระดับขึ้นไปสู่วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการบำรุงรักษาและจัดทำมาตรฐานการบำรุงรักษาและวิเคราะห์ความเสียหายของเครื่องจักรเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อหาทางป้องกันต่อไป

จากประสบการณ์ของผู้เขียนเองซึ่งมาจากสายงานออกแบบและซ่อมสร้างเครื่องจักรย่อมต้องการให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้อย่าง
ราบรื่นและพนักงานประจำเครื่องสามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้เองจึงต้องวางแนวทางให้พนักงานผู้ควบคุม(ใช้) เครื่องจักร หรือ Machine Operator สามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนของการบำรุงรักษาด้วยตนเอง
ขั้นตอนของการบำรุงรักษาด้วยตนเองแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอน โดยขั้นตอนทั้งหมดจะเริ่มต้นจากความเข้าใจแนวคิดและความสำคัญรวมถึงความจ าเป็นที่ต้องทำการบำรุงรักษาด้วยตนเองก่อนเมื่อมีจิตรสำนึกในงานแล้วการดำเนินการขั้นต่อไปจะทำได้ง่ายขึ้น

ขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงที่เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ขั้นตอนที่ 1, 2 และ 3

ar

ขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรนั้น ๆ ขั้นตอนที่ 4 และ 5

ar

สุดท้ายคือขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ทำงานและการบำรุงรักษาขั้นตอนที่ 6และ 7

สามารถสรุปได้เป็นตารางดังต่อไปนี้

table

ทั้งเจ็ดขั้นตอนคือ การบำรุงรักษาด้วยตนเอง (Autonomous Maintenance: AM) อันเป็น ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของ TPM ก็คือ การบำรุงรักษาที่มุ่งเน้นให้พนักงานผู้ควบคุม(ใช้) เครื่องจักร หรือ Machine Operator มีส่วนร่วมในกิจกรรมการบำรุงรักษา โดยเฉพาะการดูแลรักษาเครื่องจักรที่ตนเองใช้ ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายซ่อมบำรุงเท่านั้น การบำรุงรักษาด้วยตนเองเป็นการทำกิจกรรมในลักษณะของกิจกรรมกลุ่มย่อย โดยแต่ละกลุ่มมีหน้าที่ดูแลรักษาเครื่องจักรของตนเอง ภายใต้แนวคิดที่ว่า

"ไม่มีใครเข้าใจเครื่องจักรได้ดีเท่ากับผู้ใช้เครื่อง"
"ไม่มีใครคอยสังเกตสิ่งผิดปกติได้ดีเท่ากับผู้ใช้เครื่องเพราะใช้เวลากับเครื่องมากกว่าใคร"
"ไม่มีใครคอยดูแลรักษาเครื่องจักรได้ดีเท่ากับผู้ใช้เครื่องเพราะทราบสภาวะทุกอย่างที่เครื่องจักรต้องการ"
และที่สำคัญหากเครื่องจักรเกิดความเสียหายขึ้น
"ไม่มีใครได้รับผลกระทบมากเท่ากับผู้ใช้เครื่องซึ่งโดยมากมักเป็นผลกระทบด้านลบ"


สรุป

การบำรุงรักษาด้วยตนเองก็คือ การที่พนักงานผู้ควบคุม (ใช้) เครื่องจักรพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรของตนเองและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง จนในที่สุดสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมการทำงานของเครื่องให้เอื้อต่อการบำรุงรักษาได้ด้วยตนเอง ซึ่งทุกขั้นตอนจะมีฝ่ายซ่อมบำรุงคอยให้ความช่วยเหลือสนับสนุน ที่กล่าวมาเป็นเพียงบางส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตหรือการเพิ่มความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตที่อิงกับเครื่องจักรเท่านั้นยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องนำเสนอและประยุกต์ใช้ในเวลาต่อไป

เอกสารอ้างอิง

1) ธานี อ่วมอ้อ. การบำรุงรักษาด้วยตนเอง. กรุงเทพฯ: สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ, 2547.

2) Developing Program: Implementing Total Productive Maintenance. Tokyo: Japan Insyitute, 1996.

บทความโดย

พาราดิน จันทเขตต์

สถาบันไทย-เยอรมัน

paradin.j@tgi.or.th


BACK