การได้มาซึ่งชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้นเป็นไปได้ยากแต่การได้ชัยที่ก้าวไปที่ละขั้นนั้นทำได้และควบคุมให้เป็นไปตามแผนนั้นง่ายกว่า เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ผู้เขียนได้จากวรรณกรรมอมตะของจีนสามก๊กและหลักตำราพิชัยสงคราม (ซุนหวู่) ซึ่งทั้งสองเป็นสิ่งที่มีมานับพันปีแล้ว แต่ในปัจจุบันสงครามแปรเปลี่ยนไปอยู่ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มรุนแรงและซับช้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในภาคอุตสาหกรรมเอง นั้นการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ทำงานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งก็เพื่อความเป็นต่อและโอกาสที่มากกว่าในการดำเนินกิจการ เมื่อเป้าหมายที่ต้องการมีผู้อื่นมุ่งไปในทิศทางเดียวกับเรา แล้วสิ่งใดเล่าที่จะทำให้ได้มาซึ่งความเป็นต่อและโอกาสเหล่านั้น


การวางแผนกลยุทธ์ เป็นการกำหนดเป้าหมายและกระบวนการว่าองค์กรจะไปในทิศทางใดและถึงที่นั่นได้อย่างไร ในเชิงธุรกิจอุตสาหกรรมสำหรับกระบวนการผลิตหรือการดำเนินงานนั้น ๆ เช่น สายการผลิตของโรงงานที่ผลิตอย่างมีประสิทธิภาพย่อมเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มทั้งผลกำไรและความสามารถในการแข่งขันและเครื่องมือที่ช่วยให้ระบบบริหารจัดการ

สายการผลิตมีเสถียรภาพในการผลิตที่ดีมาก เหนืออื่นใดบุคคลากรขององค์กรนั่นเองที่จะเป็นผู้เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตดังกล่าวและเครื่องจักรกลในกระบวนการผลิตเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งผลถึงประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งอุตสาหกรรมในปัจจุบันต้องการความเชื่อมั่นในการผลิตเป็นอย่างมาก นั่นคือความคาดหวังในการผลิตว่าสามารถผลิตได้จำนวนและคุณภาพตามที่ต้องการ ความพร้อมของเครื่องจักรในการผลิตจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งแล้วการวางแผนกลยุทธ์จะมาเกี่ยวข้องกับการดูแลเครื่องจักรได้อย่างไร

ตัวอย่าง การวางแผนกลยุทธ์สำหรับการดูแลเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต

คำถามที่ 1 ควรใช้เมื่อใด
เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ, วิธีการหรือผลการดำเนินการการดูแลรักษาเครื่องจักรให้แตกต่างจากรูปแบบที่องค์กรเป็นอยู่

ถามที่ 2 ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเช่นใด
แผนงานและแผนปฏิบัติการแบบใหม่ ๆ ที่สามารถคาดหวังความสำเร็จได้ดีกว่ารูปแบบเดิม

คำถามที่ 3 มีวิธีการเช่นใด
วิธีการวางแผนกลยุทธ์สำหรับการดูแลเครื่องจักรโดยสังเขป

- กำหนดวิสัยทัศน์หรือทิศทางขององค์กรให้ชัดเจนก่อนว่าจะไปในทิศทางใด
- วิเคราะห์ปัจจัยทั้งภายนอกและภายในที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบกับสายการผลิตหรือเครื่องจักรที่ต้องนำกลยุทธ์การดูแลรักษามาใช้
- ศึกษาเป้าหมายของการดูแลรักษาแบบนั้น ๆ
- วางรูปแบบของกลยุทธ์โดยอิงกับกลยุทธ์การดูแลรักษาที่นำมาใช้
- กำหนดวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน
- กำหนดแผนงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์
- จัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการ
- ดำเนินการและติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการ (ควรมีการใช้ Balanced Scorecards เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่มีชุดตัววัดและแผนปฏิบัติงานที่สมดุลทั้ง 4 มุมมอง)

เป้าหมายของการวางแผนกลยุทธ์สำหรับการดูแลเครื่องจักรมักเป็นความต้องการป้องกันการหยุดของอุปกรณ์หรือเครื่องจักรเป็นหลัก หลังจากนั้นก็ขยายแนวคิดให้ครอบคลุมถึงการป้องกันคุณภาพสินค้าตกต่ำลงที่มีสาเหตุจากการเสื่อมสภาพหรือข้อบกพร่องของอุปกรณ์ ซึ่งในอดีตทั้งหมดนี้อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบของฝ่ายบำรุงรักษา แต่หลังจากนั้นไม่นานกลับพบว่าการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ที่ขณะเวลาต่าง ๆ นั้นมักเกิดปัญหาที่เหนือความคาดหมายของฝ่ายบำรุงรักษาและบุคคลากรที่อยู่หน้างานหรือผู้ควบคุม(ใช้)เครื่องจักร (Machine Operator)

นั่นคือลักษณะการเกิดปัญหาของเครื่องจักรในรูปแบบการบำรุงรักษาในอดีตและปัจจุบันของสถานประกอบการส่วนใหญ่ แนวคิดใหม่จึงเกิด การบำรุงรักษาเชิงรุก แรกเริ่มที่มีแนวคิดแบบนี้ยังมีข้อสงสัยและคำถามมากมายว่าจะดีกว่าการบำรุงรักษาแบบต่าง ๆ มีอยู่อย่างไร การบำรุงรักษาเชิงรุกมีจุดประสงค์ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบการผลิตไปสู่ขีดจำกัดสูงสุด แม้ว่าระบบการผลิตจะยังเป็นระบบเพียงระบบ Man – Machine ก็ตามซึ่งรวมถึงระบบอัตโนมัติที่กำลังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มกันตั้งแต่แนวคิดการออกแบบเครื่องจักรและอุปกรณ์ วิธีการสร้างเครื่องจักร การใช้เครื่องจักร การบำรุงรักษาดูแลเครื่องจักรนั้นเมื่อดำเนินการผลิตมีผลต่อเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการผลิตโดยตรง โดยหลักการของการบำรุงรักษาเชิงรุกเองนั้น คือ การมองไปที่ต้นต่อของปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับอุปกรณ์หรือเครื่องจักรตัวนั้น ๆ มาแล้วในอดีตและมุ่งเน้นไปที่สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหานั้นนำส่งที่ได้มาเป็นข้อมูลในการวางวัตถุประสงค์ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพโดยปัญหาดังกล่าวนั้นต้องไม่เกิดขึ้นอีกหรือเกิดขึ้นน้อยที่สุด

ตัวอย่าง เช่น

วัตถุประสงค์ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพโดยปัญหาดังกล่าวนั้นต้องไม่เกิดขึ้นอีก สำหรับตัวอย่างนี้ท่านที่เคยใช่คอมพิวเตอร์พีซี (Personal computer) รุ่นก่อนปี 2000 คงเคยพบปัญหาเมาส์ (Mouse) แบบลูกกลิ้งติดขัดเนื่องจากความสกปรกและอายุการใช้งานของลูกกลิ้งมาบ้าง ต้องได้ถอดทำความสะอาดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสัมผัสกับพื้นผิวที่ไม่สะอาดและสิ่งสกปรกเกาะที่ก้านแกนวัดมุมการเคลื่อนที่ (Encoder rod) ทำให้ลูกกลิ้งติดขัดขณะเคลื่อนที่
computer
ภาพประกอบ คอมพิวเตอร์พีซี (Personal computer) แบบตั้งโต๊ะที่มีเมาส์เป็นส่วนประกอบ
ปัจจุบันเมาส์แบบลูกกลิ้งหายไปจากท้องตลาดและถูกแทนที่ด้วย ออพติคอลเมาส์ (Optical Mouse) หรือเมาส์ที่มีระบบการตรวจสอบการเคลื่อนที่โดยใช้แสงสะท้อนในตำแหน่งที่เคลื่อนที่ผ่านที่แทบไม่ต้องการการดูแล อันเป็นลักษณะของการซ่อมบำรุงเชิงรุกแบบปัญหาดังกล่าวนั้นต้องไม่เกิดขึ้นอีกหรืออีกแง่มุมหนึ่งคือการออกแบบใหม่ภายใต้แนวคิด Designs out หรือเรียกกันในแบบงานซ่อมบำรุงว่า Designs out Maintenance

แต่ปัญหาของออพติคอลเมาส์ (Optical Mouse) ก็ยังคงมีอยู่เช่นกัน เมื่อใช้งานออพติคอลเมาส์ที่อาศัยระบบการตรวจสอบการเคลื่อนที่โดยใช้แสงสะท้อนในตำแหน่งที่เคลื่อนที่ผ่านบนพื้นผิววัสดุที่มันวาวจะทำให้การอ่านค่าตำแหน่งการเคลื่อนที่ผิดเพี้ยนไปหรือถึงขั้นใช้งานไม่ได้เลย เมื่อมองถึงการซ่อมบำรุงเชิงรุกแบบของปัญหาดังกล่าวนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีกหรือเกิดขึ้นอีกน้อยที่สุด ภายใต้แนวคิด Designs out ย่อมต้องมีการปรับปรุง ออพติคอลเมาส์ยุคล่าสุดได้มีการผนวกระบบตรวจสอบการเคลื่อนที่แบบ Accelerations Detector หรือระบบตรวจจับอัตราเร่งในการเคลื่อนที่เข้าไปด้วย กล่าวคือทุกการเคลื่อนที่ของมือมนุษย์ย่อมมีอัตราความเร็วในการเคลื่อนที่ ๆ ไม่เท่ากันดังนั้นเมื่อเซ็นเซอร์วัดการเคลื่อนที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวได้สัญญาณประมวลผลการเปลี่ยนตำแหน่งของเมาส์ก็มิได้มาจากการสะท้อนของลำแสงบนพื้นมันวาวที่ผิดเพี้ยนไปแต่เพียงอย่างเดียวสามารถชดเชยหรือแก้ปัญหาดังกล่าวได้เลย นี่คือรูปแบบของงานการบำรุงรักษาเชิงรุกแบบ Designs out Maintenance ผสานการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement : Kaizen) นั่นเอง
computer
อีกครั้งสำหรับเป้าหมายของการวางแผนกลยุทธ์สำหรับการดูแลเครื่องจักรมักเป็นความต้องการป้องกันการหยุดของอุปกรณ์หรือเครื่องจักร แต่เมื่อวางกลยุทธ์สำหรับการดูแลรักษาเป็นเชิงรุกแล้วนั้นสิ่งที่ได้กลับมาอย่างน้อยควรจะเป็นการขจัดความสูญเปล่าในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องจักรนั้น ๆ เช่น

- ความสูญเปล่า (Loss) เนื่องจากการเปลี่ยนรุ่นหรือเครื่องจักรเสียซ้ำ
- การสูญเสียความเร็วและโอกาสในการผลิตอันเนื่องมาจากการหยุดเล็กๆ น้อย ๆ
- การสูญเสียทั้งกรณีหยุดสายการผลิตและการหยุดเพื่อซ่อมแซมงาน
- เพิ่มความสามารถของอุปกรณ์ทั้งในแง่ปริมาณและแง่คุณภาพ
- ส่งผลถึงปรับปรุงองค์ประกอบด้านความปลอดภัย สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้คุณภาพดี
- ขจัดของเสียจากกระบวนการ ขจัดเวลา Start up, Setup times ขจัดความไร้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่ส่งผลกับระบบรวม เป็นต้น

การบำรุงรักษาเชิงรุกที่ครอบคลุมตลอดช่วงการผลิต นับตั้งแต่การวางแผน การผลิต การบำรุงรักษา และอื่น ๆ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกคนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ฝ่ายบริหารระดับสูงจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ ตลอดจนถึงการส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมกลุ่มย่อยต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตที่จะทำให้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์และเครื่องจักรได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

สรุป

การวางแผนกลยุทธ์สำหรับการดูแลเครื่องจักรเชิงรุกที่เริ่มมาจากความคาดหมายของฝ่ายบำรุงรักษาและบุคคลากรที่อยู่หน้างานหรือผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้นเอง ที่ต้องการให้เครื่องจักรและอุปกรณ์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพิ่มขยายถึงลักษณะทางด้านประสิทธิภาพโดยรวม ความปลอดภัยเนื่องจากสภาพการทำงานที่ดีขึ้น สิ่งแวดล้อมและขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน จากการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ในการผลิตนั้นด้วย จึงทำให้ “การบำรุงรักษาเชิงรุก(Proactive Maintenance) มาแทนที่การบำรุงรักษาเชิงป้องกันในความหมายเดิมและความหมายของคำว่าเชิงรุกได้ขยายขอบเขตออกไปถึงการคาดการณ์ถึง “ผลลัพธ์ล่วงหน้า หรือ Proactive Solution” แล้วขยายผลให้ฝ่ายบำรุงรักษาทำงานร่วมกับฝ่ายผลิต ฝ่ายวางแผน ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล ฝ่ายบัญชี และฝ่ายอื่น ๆ ทั่วทั้งองค์กร ตามกลยุทธ์ที่ได้วางไว้เช่นเดียวกับประโยคเริ่มของบทความนี้ “การได้มาซึ่งชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้นเป็นไปได้ยากแต่การได้ชัยที่ก้าวไปที่ละขั้นนั้นทำได้และควบคุมให้เป็นไปตามแผนนั้นง่ายกว่า” การวางแผนกลยุทธ์การดูแลเครื่องจักรเชิงรุกก็เช่นกัน ที่กล่าวมาเป็นเพียงบางส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตหรือการเพิ่มความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตที่อิงกับเครื่องจักรเท่านั้นยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องนำเสนอในเวลาต่อไปต่อไป

เอกสารอ้างอิง

1) ก้าวแรกสู่ความเป็นเลิศ; สุธี ปิงสุทธิวงศ์ และ วลีพร ธนาธิคม, สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ; 2550.

2) Developing Program: Implementing Total; Productive maintenance Tokyo: Japan Institute, 1996.

บทความโดย

พาราดิน จันทเขตต์

สถาบันไทย-เยอรมัน

paradin.j@tgi.or.th


BACK