ยังจำได้ไหม........ ว่า....เหตุอันใดทำให้งานบำรุงรักษาล้มไม่เป็นท่า….แล้วส่งผลต่อเนื่องระบบอื่น ๆ ด้วย

บทนำ

สู่ภาคที่สองของไตรภาคมหากาฬงานบำรุงรักษาเครื่องจักรในกระบวนการผลิต ดูแล ซ่อม เปลี่ยนกันไม่จบไม่สิ้นและไม่ทราบว่าจะสิ้นสุดกันเมื่อใด ?
จากภาคที่แล้ว “การบำรุงรักษาเชิงรุก” (Proactive Maintenance) คือ การวางแผนกลยุทธ์สำหรับการดูแลเครื่องจักรเชิงรุกที่เริ่มมาจากความคาดหมายของฝ่ายบำรุงรักษาและบุคคลากรที่อยู่หน้างานหรือผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้นเอง ที่ต้องการให้เครื่องจักรและอุปกรณ์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ความปลอดภัยเนื่องจากสภาพการทำงานที่ดีขึ้น สิ่งแวดล้อมและขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานดีขึ้นด้วย แล้วเหตุใดจึงต้องอาศัยจึงทำให้ “การบำรุงรักษาเชิงรุก” มาใช้ในกระบวนการดังกล่าว

เริ่มกันเลยกับคำว่า Proactive Maintenance แน่นอนครับ คำว่า Maintenance ในที่นี้ย่อมหมายถึงการดูแลรักษา แล้ว Proactive หมายความว่าอย่างไร คำ ๆ นี้ในภาษาอังกฤษที่ปรากฏจะใช้คู่กับคำว่า Reactive กล่าวคือ Proactive ที่มีความหมายในภาษาอังกฤษสั้น ๆ ว่า "Taking action by causing change" หรือ แปลเป็นไทยว่า “เข้าควบคุมเหตุของสถานการณ์ กล่าวคือ จะดำเนินการเชิงรุก โดยเป็นผู้กำหนดสถานการณ์ หรือ วางแผนล่วงหน้าและทำให้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเป็นไปตามกำหนด” นั่นจึงเป็นที่มาของการบำรุงรักษาเชิงรุก ซึ่งแทนที่การบำรุงรักษาเชิงป้องกันในความหมายเดิมและความหมายของคำว่าเชิงรุกได้ขยายขอบเขตออกไปถึงการคาดการณ์ถึง “ผลลัพธ์ล่วงหน้า หรือ Proactive Solution” เป็นที่เรียบร้อยตามกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ ตรงกันข้ามกับ Reactive กล่าวคือเป็นการตั้งรับโดยให้สถานการณ์เปลี่ยนก่อนแล้วจึงแก้ไข

เช่นเดียวกับประโยคเริ่มของบทความนี้ในภาคที่แล้ว “การได้มาซึ่งชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้นเป็นไปได้ยากแต่การได้ชัยที่ก้าวไปที่ละขั้นนั้นทำได้และควบคุมให้เป็นไปตามแผนนั้นง่ายกว่า” การวางแผนกลยุทธ์การดูแลเครื่องจักรเชิงรุกก็เช่นกัน ที่กล่าวมาเป็นเพียงบางส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตหรือการเพิ่มความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตที่อิงกับเครื่องจักรเท่านั้นยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องนำเสนอต่อในภาคนี้

จากข้อสงสัยดังต่อไปนี้

คำถาม วิวัฒนาการและกลยุทธ์ของงานบำรุงรักษาเป็นเช่นใด ?

คำตอบสามารถดูได้จากภาพข้างล่างที่แสดงอยู่ซึ่งเริ่มจาก Break down Mt. -> Preventive Mt.(PM) -> Condition base Mt. (PdM) ->Proactive Mt.-> Reliability Centered Mt.




ภาพประกอบ 1 วิวัฒนาการและกลยุทธ์ของงานบำรุงรักษา



คำถาม ที่ถามถึงข้อแตกต่างของแต่ละกลยุทธ์ เช่น


- การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (PdM) ต่างจากการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM) อย่างไรสามารถ ป้องกันการสึกหรอหรือเสื่อมสภาพได้หรือไม่ ?

ตอบได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า ไม่ เนื่องจากไม่ว่าใช้การดูแลรักษาอย่างไรเครื่องจักรก็ยังคงต้องเกิดการเสียหายหรือเสื่อมสภาพไปตามการใช้งานและระยะเวลาทุกอย่างล้วนอนิจจัง ดังคำพระท่านว่า ส่วนข้อแตกต่าง คือ งาน PM ยังคงต้องทำการดูแลรักษาชิ้นส่วนหรือระบบนั้น ๆ อยู่ตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนงาน PdM นั้นออกแบบการตรวจสอบตามสภาวะจริงดูแลและปรับเปลี่ยนตามสถานะของเครื่องจักรหรือชิ้นส่วนนั้น ๆ กล่าวคือ เปลี่ยนเฉพาะจุดที่ต้องการให้เปลี่ยน

- งบประมาณที่ใช้แตกต่างกันหรือไม่ ?

ตอบ ต่างกันแน่นอนขึ้นกับองค์กรว่าจะมุ่งเน้นงบประมาณส่วนใดตามแบบของกลยุทธ์ใดมากหรือน้อยกว่ากัน

- ผลกระทบต่อเนื่องของการเสียหายที่เกิดขึ้น ?

ตอบ ข้อนี้ตอบได้อย่างชัดเจน การบำรุงรักษาเชิงรุกสามารถที่จะป้องกันผลกระทบเนื่องจากการเสียหายต่อเนื่องในกระบวนการผลิตได้ดีกว่า เนื่องจากการบำรุงรักษาเชิงรุกมาจากการวางแผนระดมสมองและความคิดเพื่อออกแบบ, แก้ไขและหาทางป้องกันรวมถึงจำลองสถานการณ์ก่อนที่จะนำมาใช้จริงโดยใช้ฐานข้อมูลทุกภาคส่วนที่มีการบันทึกและคัดกรองมาเป็นเวลานาน ดังนั้นจึงทำให้ผลกระทบที่ได้น้อยกว่าการบำรุงรักษาเชิงป้องกันทั่วไป กล่าวอีกในทำนองหนึ่งว่า ป้องกันการเกิดผลกระทบต่อเนื่องหรือ Domino Effect ได้ อนึ่งคือการควบคุมความเสียหายให้อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ นั่นเอง

ตัวอย่างข้างต้นคือคำถามที่หลายท่านคงสงสัยอยู่ในใจ ว่ามันเป็นเช่นนั้น จริง ๆ หรือแล้วจะมีวิธีการเช่นใด ในการบริหารจัดการงานบำรุงรักษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมิให้เป็นการบำรุงรักษาเชิงรุก (แบบลุกลี้ลุกลน) ที่มีอยู่เยอะมากในบ้านเรา มีคำตอบครับ วิธีการวางแผนกลยุทธ์สำหรับการดูแลเครื่องจักรโดยสังเขป

- กำหนดวิสัยทัศน์หรือทิศทางขององค์กรให้ชัดเจนก่อนว่าจะไปในทิศทางใด

- วิเคราะห์ปัจจัยทั้งภายนอกและภายในที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบกับสายการผลิตหรือเครื่องจักรที่ต้องนำกลยุทธ์การดูแลรักษามาใช้

- ศึกษาเป้าหมายของการดูแลรักษาแบบนั้น ๆ อย่างชัดเจน

- วางรูปแบบของกลยุทธ์โดยอิงกับกลยุทธ์การดูแลรักษาที่นำมาใช้

- กำหนดวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากถ้ากำหนดวัตถุประสงค์ผิดทิศทางจะส่งผลให้การดำเนินงานไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องทันที

- กำหนดแผนงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์

- จัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการ

- ดำเนินการและติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการ (ควรมีการใช้ Balanced Scorecards เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่มีชุดตัววัดและแผนปฏิบัติงานที่สมดุลทั้ง 4 มุมมอง)

- มีการดำเนินการและการติดตามผลตามหลักการของ Plan – Do – Check – Action หรือ PDCA

- แผนการบำรุงรักษา (Maintenance action plan) มิได้มีสูตรสำเร็จตายตัวแต่ขึ้นกับการผสมผสานที่ลงตัวในการนำมาใช้มากกว่า



ภาพประกอบ 2 การผสมผสานกลยุทธ์ของงานบำรุงรักษาเพื่อ ออกมาเป็นแผนการบำรุงรักษา (Maintenance Action Plan)

วิธีการวางแผนข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของเป้าหมายการวางแผนกลยุทธ์สำหรับการดูแลเครื่องจักรเพื่อป้องกันการหยุดของอุปกรณ์หรือเครื่องจักรเป็นหลัก หลังจากนั้นก็ขยายแนวคิดให้ครอบคลุมถึงการป้องกันคุณภาพสินค้าต่ำลงที่มีสาเหตุจากการเสื่อมสภาพหรือข้อบกพร่องของอุปกรณ์ เมื่อมองถึงการบำรุงรักษาเชิงรุกแบบไม่ลุกลี้ลกลนแล้วนั้นสามารถที่จะแยกรูปแบบของกิจกรรมที่เป็นรูปแบบของงานบำรุงรักษาแบบเชิงรุกได้เป็น

- การออกแบบเครื่องจักรแบบตัดต้นตอของปัญหา

ที่ต้องดูแลรักษาหรือ Design out maintenance โดยการออกแบบที่ต้องมีการศึกษา สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและการวิเคราะห์รูปแบบของการเสียหาย (Root causes analysis and Failure mode analysis) รวมถึงการใช้รูปแบบจำลองทางวิศวกรรมก่อนสร้างชิ้นงานจริง

- การคาดการณ์ถึงผลกระทบล่วงหน้าและนำมาทำ

แผนเรียนรู้การป้องกันและแก้ปัญหาในรูปแบบของการจำลองสถานการณ์ เช่น การจำลองการเกิดปัญหาแรงดันต่ำกว่าปกติหรือสูงเกินปกติในระบบการผลิต เครื่องจักรและระบบควบคุมต้องมีการดำเนินการอย่างไรต่อสถานการณ์นั้น

- การจัดแผนการบำรุงรักษา ที่มีความยืดหยุ่นสูง

ทำให้สามารถเพิ่มค่าประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักรออกไปได้ เนื่องจากโอกาสในการเสียหายของเครื่องจักรแต่ละตัวแต่ละส่วนประกอบในตัวเครื่องน้อยลงจึงส่งผลถึง ระบบโดยรวมให้โอกาสในการเสียหายน้อยลงตามไปด้วย

สรุป

อุตสาหกรรมในปัจจุบันโอกาสในการแข่งขันมีต้องการความเชื่อมั่นในการผลิตเป็นอย่างมาก นั่นคือความคาดหวังในการผลิตว่าสามารถผลิตได้จำนวนและคุณภาพตามที่ต้องการ ความพร้อมของเครื่องจักรในการผลิตจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่ง ณ ปัจจุบันเองมีเครื่องมือและแนวคิดต่าง ๆ มากมายเพื่อช่วยในการจัดการงานบำรุงรักษา เช่น ซอฟแวร์เพื่องานบำรุงรักษา ซอฟแวร์เพื่อการจัดการผลิตและสินค้าคงคลัง เทคโนโลยีสำหรับการจัดการขนส่ง(Logistic management) และเทคโนโลยีเครื่องจักรที่สูงขึ้น เป็นต้น ซึ่งการบำรุงรักษาเชิงรุกที่ครอบคลุมตลอดช่วงการผลิต นับตั้งแต่การวางแผน การผลิต การบำรุงรักษา และอื่น ๆ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกคนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ฝ่ายบริหารระดับสูงจนถึงพนักงานปฏิบัติการ ที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตที่จะทำให้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์และเครื่องจักรได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เช่นเดียวกับ องค์กร หน่วยงาน หรือคนแบบ Proactive ซึ่งจะดำเนินการเชิงรุก โดยเป็นผู้กำหนดสถานการณ์ หรือ วางแผนล่วงหน้า ทำให้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ตัวอย่าง เช่น ในงานบริหารคุณภาพพวก Proactive จะเน้นที่การประกันคุณภาพ (Quality assurance – QA) รวมถึงการบริหารความเสี่ยง (Risk management) ซึ่งหมายถึงมีการวางแผน และ แก้ปัญหาล่วงหน้าไว้แล้วและดำเนินตามแนวทางนั้นนั่นเอง สำหรับภาคนี้คงต้องขออำลา ติดตามต่อในภำคจบในแนวคิดที่ผู้เขียนให้คำนิยามเองว่า "กำรบำรุงรักษำเชิงลุก" รุก ? ลุกลี้ลุกลนรึเปล่ำ…… จะรุกหรือไม่ลุกก็จะได้ทราบกัน ขอบคุณสำหรับการติดตาม ก่อนจากขอปิดท้ายด้วยตารางนิยามกลยุทธ์ที่สร้างความสับสนให้กับบุคคลทั่วไปมานักต่อนักแล้ว ซึ่งจะได้ขยายความในภาคจบของมหากาฬงานบำรุงรักษาอมตะที่ไม่ทราบว่าจะสิ้นสุดกันเมื่อใด ?...............

ตารางที่ 1 คำนิยามกลยุทธ์และแนวทางการปฏิบัติ


เอกสารอ้างอิง

1) Developing Program: Implementing Total Productive maintenance. Tokyo: Japan Institute, 1996.
2) แนวคิดจาก www.oknation/blog.com
3) ก้าวแรกสู่ความเป็นเลิศ สุธี ปิงสุทธิวงศ์ และ วลีพร ธนาธิคม สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ, 2550


BACK