18
Oct
ยุคเริ่มต้น
ยุคก่อนปี พ.ศ. 2483 ในยุคนั้นภาพพจน์ของประเทศญี่ปุ่นก็คือความเป็น ผู้ผลิตสินค้าชั้นเลว แต่ปัจจุบันนี้สินค้าที่ออกจากญี่ปุ่นกลับกลายเป็นสิ่งที่
ทุกคนนิยมในความยอดเยี่ยมในเรื่องคุณภาพ จึงมีผู้อยากรู้กันว่า อะไรกันที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือขึ้นได้
ทุกคนนิยมในความยอดเยี่ยมในเรื่องคุณภาพ จึงมีผู้อยากรู้กันว่า อะไรกันที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือขึ้นได้

สาเหตุหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ก็เนื่องมาจากการที่นายพล ดักลาส แม็คอาเธอร์ ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯที่มาประจำการในญี่ปุ่นตอนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้ม่งมั่นที่จะช่วยให้ชาวญี่ปุ่นสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจและการเงินของประเทศให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นั่นเอง ยิ่งกว่านั้น แม็คอาเธอร์ยังรู้ดีว่าการที่ญี่ปุ่นขาดแคลนแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ญี่ปุ่นต้องติดต่อค้าขายกับต่างชาติ และยังรู้อีกว่า ภาพพจน์ของชาวญี่ปุ่นที่ว่า ชอบผลิตสินค้าชั้นเลว จะทำให้มีผู้ซื้อสินค้าญี่ปุ่นไม่กี่ราย
ความพยายามของแม็คอาเธอร์ได้รับความร่วมมืออย่างดี จากผู้นำรัฐบาลและนักธุรกิจและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น นอกจากนั้นแม็คอาเธอร์ยังได้รับความช่วยเหลือจากชาวอเมริกันหลายท่านทีเดียว เพื่อช่วยเหลือญี่ปุ่นในการเพิ่มคุณภาพของสินค้า ซึ่งในบรรดานี้ก็มีคนๆหนึ่งชื่อ ดร.เอ็ดเวิร์ด ดับบริว. เดมมิ่ง ผู้ริเริ่มระบบ คิว.ซี.ทางสถิติ (SQC) สำหรับชาวญี่ปุ่น ได้มาช่วยสอนวิชาการควบคุมคุณภาพ โดยเน้นในการใช้สถิติเพื่อการควบคุมคุณภาพ (SQC) และผลที่ได้รับก็คือ ชาวญี่ปุ่นยินยอมรับรู้และเรียนเทคนิคนี้อย่างตั้งอกตั้งใจ
ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ก่อนปี พ.ศ. 2485)
-ในปี พ.ศ.2468 เช่นเดียวกัน ดร.ดอดจ์ ได้เสนอหลักการชักตัวอย่าง เพื่อการยอมรับสินค้าหรือชิ้นงาน และวิธีการสร้างแผนชักตัวอย่าง โดยกำหนดค่าความเสี่ยงของผู้บริโภคและความเสี่ยงของผู้ผลิต
-ในปี พ.ศ.2485 ได้มีกลุ่มผู้สนใจในงานการควบคุมคุณภาพรวมตัวกันเพื่อการจัดตั้งกลุ่มวิจัยทางสถิติ(The statistical Research Group) ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กลุ่มวิจัยนี้ได้ร่วมกันทำงานวิจัยด้านการควบคุมคุณภาพเชิงสถิติ โดยมีงานผลที่สำคัญๆ ประกอบด้วย
-ในปีพ.ศ.2488 การวิเคราะห์เชิงลำดับสำหรับข้อมูลทางสถิติ การประยุกต์(sequentiar analysis of ststistical data applications)
- ในปีพ.ศ.2490 เทคนิคการวิเคราะห์ทางสถิติ ( techniques of statistical analysis)
- ในปีพ.ศ.2491 การตรวจสอบโดยวิธีชักตัวอย่าง ( sampling inspection) ซึ่งผลงานเรื่องการตรวจสอบโดยวิธีชักตัวอย่าง ต่อมาได้รับการปรับปรุงและใช้เป็นมาตรฐานการตรวจสอบที่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
ยุคระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2485-2503)
ในประเทศอเมริกา ในปี พ.ศ.2489 สมาคมและกลุ่มผู้ทำงานเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพได้รวมตัวกันก่อตั้งเป็น สมาคมแห่งอเมริกาเพื่อการควบคุมคุณภาพ(American Society for Quality Control) สมาคมแห่งนี้ได้รับมีบทบาทอย่างสำคัญต่อการพัฒนาหลักการควบคุมคุณภาพในอุตสาหกรรมมาจวบจนยุคปัจจุบัน
ในประเทศญี่ปุ่น ในปี เดือนมีนาคม พ.ศ.2493 ได้มีการกำหนด มาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (JIS : Japanese Industrial Standards) ขึ้นภายใต้กฎหมายมาตรฐานอุตสาหรรมของประเทศญี่ปุ่น และได้เริ่มต้นปฏิบัติตามระบบ JIS ด้วยการตรวจสอบการควบคุมคุณภาพตามบริษัทต่างๆ
ในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ.2493 ดร.เดมิ่ง ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันในเรื่อง SQC ได้รับเชิญจากสหภาพนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรแห่งประเทศญี่ปุ่น( Japanese Union of Scientists and Engineers หรือ JUSE) ให้ไปบรรยายเรื่องวิธีการควบคุมคุณภาพเชิงสถิติ (SQC หรือ Statistical Quality Control) ให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของโรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น หลักสูตรการบรรยาย 8 วันที่ดร.เดมิ่งได้ไปบรรยายไปนั้น โดยญี่ปุ่นได้รับมาใช้อย่างจริงจัง และได้กลายเป็นพื้นฐานอย่างสำคัญต่อการพัฒนาทางอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน
ดร.เดมิ่ง ได้ทำนายว่า หลังจากที่ญี่ปุ่นยอมรับหลักการ SQC นี้แล้ว ชาติต่างๆในโลกก็มีหวังต้องกำหนดโควต้าสั่งสินค้าเข้า เพื่อจำกัดการนำเข้าสินค้าญี่ปุ่น ภายหลังระยะเวลา 5 ปีหลังจากนี้เท่านั้น เพราะสินค้าญี่ปุ่นมีผู้ต้องการซื้อมากขึ้นในปี พ.ศ. 2494 ได้มีการกำหนดรางวัลยอดเยี่ยมให้แก่โรงงานที่มีผลงานด้านการควบคุมคุณภาพในประเทศญี่ปุ่น โดยให้ตั้งชื่อว่า รางวัลเดมิ่ง ( Deming prize ) เพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร. เดมิ่ง
ในปี พ.ศ. 2497 ดร.เจ.เอ็ม.จูแรน (Dr.J.M.Juran) ได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายในการสัมมนาเรื่อง การจัดการงานควบคุมคุณภาพ (QC Management) ซึ่งจัดขึ้นโดย JUSE
ดร.เจ.เอ็ม.จูแรน ซึ่งก็เป็นอีกบุคคลผู้หนึ่งที่มีบทบาทอย่างสำคัญต่อการพัฒนาของการควบคุมคุณภาพในยุคปัจจุบัน ดร.จูแรน เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ผลงานของ ดร. จูแรน มีมากมายทั้งบทความและหนังสือ เขาได้เน้นเสมอว่าการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี จะต้องเกิดจากการตระหนักถึงความสำคัญของคุณภาพสินค้าของผู้บริหารระดับสูง การให้การศึกษาอบรมด้านคุณภาพสินค้าแก่คนงานทุกคนแม้ในระดับปฏิบัติการ และการให้ความสำคัญในด้านคุณภาพสินค้าตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยตลาด การออกแบบสินค้า ความสัมพันธ์กับผู้ผลิต และจำหน่ายชิ้นส่วน การผลิต การจัดส่ง และอื่นๆ และ ดร. จูแรน ได้ให้ข้อสังเกตว่า การบริหารคุณภาพประกอบด้วย การวางแผนคุณภาพ การควบคุมคุณภาพ และปรับปรุงคุณภาพ ทั้งนี้เนื่องความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงจึงต้องมีการดำเนินการทั้ง 3 ด้าน และมีการประกันคุณภาพ เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจ
ในประเทศญี่ปุ่นเองบุคคลหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่ามีบทบาทอย่างสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพสินค้าของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นคือ ศาสตราจารย์ ดร.คาโอรุ อิชิกาวา (Kaoru Ishikawa) ซึ่งเริ่มเรียนรู้หลักการควบคุมคุณภาพเชิงสถิติในปี พ.ศ.2493 และได้พบกับ ดร.ชิวฮาร์ด ในปีพ.ศ.2501 เมื่อครั้งที่ไปเยือนเอทีแอนด์ที และห้องปฏิบัติการเบลล์ ดร.อิชิกาวา ได้เริ่มนำหลักการของแผนภูมิควบคุมมาสอนและประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมญี่ปุ่นตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ดร.อิชิกาวา คือ แผนภูมิก้างปลาหรือแผนภูมิเหตุและผล เพื่อใช้ในการระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหาด้านคุณภาพ
ยุคปัจจุบัน (พ.ศ.2503-ปัจจุบัน)
นับแต่ทศวรรษที่ 2503 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมในโลกเสรีได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นผลทำให้เกิดสภาพการแข่งขันทางการตลาดที่เข้มข้น ตลอดจนการเกิดของประเทศผู้นำทางอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และเยอรมัน เป็นต้น ก่อให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพสินค้า การพัฒนาด้านเทคนิคและวิธีควบคุมคุณภาพให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทอย่างสำคัญต่อการกำหนดมาตรฐานและวิธีการตวบคุมคุณภาพคือ กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้พิมพ์เผยแพร่มาตรฐานการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ ที่เรียกว่า มาตรฐานทางการทหาร(Military standard) สำหรับมาตรฐานทางการทหารส่วนใหญ่ จะได้รับการยอมรับให้กำหนดเป็นมาตรฐานANSI (American National Standard Institute) อย่างไรก็ตามกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ก็ยังคงดำเนินกิจกรรมด้านการควบคุมคุณภาพโดยประสานงานร่วมมือกับกลุ่มประเทศต่างๆ เช่น กลุ่ม ABCAที่ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศแอตแลนติกเหนือ หรือนาโด NATO
ช่วงปี พ.ศ.2504-2505 นี้ ได้เกิดกลุ่ม QCC (Quality Control Circle) ซึ่งจัดได้ว่าเป็นระบบงานที่ดีเด่นมากระบบหนึ่งของการบริหารที่มีชื่อของญี่ปุ่น กิจกรรมควบคุมคุณภาพจึงแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก
ในปัจจุบันหลักการและแนวคิดด้านการควบคุมคุณภาพ มิได้เน้นเฉพาะด้านเทคนิคหรือวิธีการควบคุมคุณภาพแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้เน้นถึงในด้านการประสานงาน และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกหน่วยในองค์การตลอดจนมีการเสริมสร้างทักษะและความเข้าใจด้านคุณภาพสินค้าให้แก่
บุคคลากรทุกระดับ ซึ่งแนวความคิดนี้ เอ. วี.เฟเกนบาม (A.V. Feigenbaum) จาก บริษัท General Electric ของอเมริกัน เสนอไว้ในหนังสือที่เขาเขียนขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 ชื่อว่า การควบคุมคุณภาพสมบูรณ์แบบ หรือ การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Control : TQC) ซึ่งแนวความคิดนี้ได้รับการยอมรับ และนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังในประเทศญี่ปุ่น จนทำให้สินค้าจากประเทศญี่ปุ่นมีคุณภาพดีจนสามารถแข่งขันได้ในโลกปัจจุบัน
จึงอาจกล่าวได้ว่ากิจการใดมีการบริหาร โดยยึดคุณภาพเป็นเป้าหมายรวม เป็นแกนกลาง เรียกว่ามีการบริหารระบบ TQC หรือการบริหารทั่วทั้งองค์การ ทั้งนี้เนื่องจากหลังสงครามโลกครั้งที่2 เริ่มแรกนั้นญี่ปุ่นใช้ SQC (Statistical Quality Control) แล้วก็เกิดกลุ่ม QCC (Quality Control Circle) ขึ้น ทั้ง SQC และ QCC ได้มีการพัฒนาตัวเองตลอดในช่วง 40 กว่าปีมานี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาต้องประสพกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆมากมาย แต่ก็ได้แก้ไขเรื่อยมาจนกระทั่งพบว่า บทบาทของผู้บริหารระดับสูงที่จำเป็นต้องมีในกิจกรรม QC เป็นสิ่งสำคัญที่มักจะถูกมองข้าม จนทำให้เป็นอุปสรรคอันเป็นปัญหาของกิจกรรม QC ขึ้น และปัญหานี้ก็ได้เกิดขึ้นในญี่ปุ่นมาแล้ว หนทางแก้ไขก็คือ การเน้นบทบาทและเอาใจใส่ต่อกิจกรรมQC ของผู้บริหารระดับสูงให้มากขึ้น ซึ่งนี่ก็คือหนึ่งในที่มาของ TQC ในประเทศญี่ปุ่น อันเป็นวิวัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของ QCCบุคคลากรทุกระดับ ซึ่งแนวความคิดนี้ เอ. วี.เฟเกนบาม (A.V. Feigenbaum) จาก บริษัท General Electric ของอเมริกัน เสนอไว้ในหนังสือที่เขาเขียนขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 ชื่อว่า การควบคุมคุณภาพสมบูรณ์แบบ หรือ การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Control : TQC) ซึ่งแนวความคิดนี้ได้รับการยอมรับ และนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังในประเทศญี่ปุ่น จนทำให้สินค้าจากประเทศญี่ปุ่นมีคุณภาพดีจนสามารถแข่งขันได้ในโลกปัจจุบัน
TQC ของญี่ปุ่นนี้มีแนวทางการปฏิบัติที่แตกต่างจาก TQC ของ ดร.ไฟเกนบาวน์ คือ QC จะต้องดำเนินการโดยพนักงานทุกคนทั่วทั้งองค์การ ไม่ใช่แค่ผู้เชี่ยวชาญ QC เท่านั้น ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ญี่ปุ่นจึงเรียก TQC แบบญี่ปุ่นว่า Company Wide Quality Control (CWQC)แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นต้นกำเนิดของ QC หรือ TQC แต่เมื่อเห็นว่าวิธีการของญี่ปุ่นใช้ได้ผลดี จึงพยายามนำแนวทาง TQC แบบญี่ปุ่นกลับมาใช้ในอเมริกา และตั้งชื่อใหม่ว่า Total Quality Management (TQM)( ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า คำว่า QC ในอดีตนั้นหมายถึง SQC แต่ปัจจุบันนี้ QC หมายถึง TQC CWQC และ TQM )
บุคคลอีกท่านหนึ่งในยุคปัจจุบันที่ได้รับการยกย่องว่ามีบทบาทในการกระตุ้นให้องค์กรตระหนักในเรื่องคุณภาพสินค้าคือ ดร.ฟิล ครอสบี (Phil Crosby) อดีตรองประธานกรรมการและกรรมการด้ารคุณภาพของบริษัท ไอทีที (ITT) แห่งสหรัฐอเมริกา จากประสบการณ์อันยาวนานกว่า 25 ปี ของ ดร.ครอสบี เขาได้เขียนหนังสือที่สำคัญไว้ 2 เล่มคือ Quality Is Free และ Quality Without Tears ในปี พ.ศ.2522 และ พ.ศ.2528 ตามลำดับของ ดร.ครอสบี เน้นให้เห็นว่าคุณภาพ สินค้าที่ดี สามารถได้มาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และไม่ยากลำบากอะไรเลย ถ้าเพียงแต่ผู้บริหารทุกระดับจะเอาใจใส่และมีมาตรการในการควบคุมอย่างจริงจัง
ญี่ปุ่นประสพความสำเร็จอย่างสูง เพราะไม่มีประเทศอื่นใดเลยที่สนใจกันในเรื่องนี้ และด้วยความพยายามอย่างสูงของญี่ปุ่น ทุกวันนี้ชื่อเสียงในด้านคุณภาพสินค้าของญี่ปุ่น กลายเป็นสิ่งที่ใครๆพากันอิจฉาและยกย่องกันทั่วโลก ซึ่งมีหลายคนที่รู้สึกว่าญี่ปุ่นได้พิชิตความเป็นผู้นำด้านคุณภาพก่อนปี2523 เสียด้วยซ้ำ
บทความนี้คัดมาจากบทความ ประวัติความเป็นมาของการควบคุมคุณภาพ
โดย อาจารย์ กิตติวัฒน์ สิริเกษมสุข
ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
คณะวิศวกรรมศาสตร์
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง
โดย อาจารย์ กิตติวัฒน์ สิริเกษมสุข
ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
คณะวิศวกรรมศาสตร์
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง
http://webserv.kmitl.ac.th/kskittiw/ie/index.php?option=com_wrapper&Itemid=36
BACK









0 Comments